บี้ เดอะสตาร์ ผู้ชายตะกายดาว

บี้เดอะสตาร์ผู้ชายตะกายดาว

บี้เดอะสตาร์ผู้ชายตะกายดาว

ตะเกียก ตะกาย จากบทเพลงตะกายดาว เป็นถ้อยคำที่อธิบายได้หมดจดสำหรับเส้นทางสู่บันไดฝันของคนมีฝัน รวมถึงผู้ชายคนนี้ด้วย บี้ เดอะ สตาร์

เพียงระยะเวลาสามปีครึ่ง สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว ชายหนุ่มผู้คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศจากเวที เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวปี 3  เป็น “บิ๊ก แบง” ที่เปลี่ยนชีวิตหนุ่มนักศึกษาภาควิชากลไกอิเล็กทรอนิกส์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ ทั้งงานละคร งานเพลง ตามมาด้วยพรีเซนเตอร์โฆษณานับสิบ และมีรางวัลการันตีความสำเร็จอีกนับร้อย มากมายขนาดเจ้าตัวเองยังจำไม่ได้

บรรดาสิ่งการันตีทั้งหลายนั้น เป็นเพียงก้าวแรกของการเดินทาง  หนทางยังอีกไกลให้ ตะเกียก ตะกายดาว  เวลา 3 ปีกว่ายังเป็นเพียงดาวดวงน้อยเมื่อเทียบกับดาวค้างฟ้าอีกหลายรุ่น

“ผมทำอะไรเยอะก็จริง แต่ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับคนอื่น มีอีกหลายเรื่องที่ผมยังไม่ได้ทำ มีอีกหลายเรื่องที่ผมต้องเรียนรู้ และยังต้องมีคนคอยชี้แนะ”

ถ้าให้บอกว่าตัวเองประสบความสำเร็จสักกี่เปอร์เซ็นต์ บี้ เดอะสตาร์บอกอย่างถ่อมตัวว่าแค่ 10% เท่านั้น

เขาบอกว่า วงการบันเทิงก้าวใหญ่ยิ่งกว่าจักรวาล มีเสิ่งให้เรียนรู้ไม่รู้จบ เช่นเดียวกับละครที่ต้องเปลี่ยนบทบาทไปเรื่อย เช่นเดียวกับบทเพลงที่ต้องเปลี่ยนสไตล์อยู่ตลอดเวลา และยังต้องคอยลุ้นระทึกว่า ผู้ชมและแฟนเพลงจะตอบรับบทบาทใหม่อย่างไร

“ทุกงานจึงต้องสดใหม่ เหมือนการออดิชั่นใหม่ทุกครั้ง มันไม่เหมือนการทำงานแขนงอื่นที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง ” หนุ่มบี้ หรือกัมบี้ ภาษาคนเมืองหมายถึงแมลงปอ ให้นิยามชีวิตตัวเอง

บี้ อ้างอิงความสำเร็จของตัวเองวันนี้ด้วย Top Secret ของบอสหนุ่ม บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ที่สอนว่า กฎแห่งความสำเร็จมีอยู่สามอย่าง

หนึ่ง สิ่งที่พระเจ้าให้  เขารู้ตัวเองเป็นคนชอบเต้นชอบร้อง และเชื่อเรื่องพระเจ้าลิขิตมา แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สอง โอกาสที่ได้รับ หลายคนอาจไม่มีโอกาส แต่ไม่ได้รับการค้นเจอจากผู้บริหารหรือผู้ใหญ่ ไม่มีสิทธิได้ขึ้นมายืนอยู่ตรงนี้ เมื่อมีโอกาสแล้วจงคว้าไว้

และ สาม มุ่งมั่นมีวินัย    เมื่อมีสิ่งที่พระเจ้าให้มา และมีโอกาส ก็ต้องมีวินัย ฝึกฝนตัวเองตลอดเวลา หลายคนหายไปจากวงการบันเทิงด้วยเหตุผลที่ว่า มีสิ่งที่พระเจ้าให้มา และให้โอกาส แต่ไม่ยอมฝึกฝนฝึกซ้อมและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

เขาจึงทำให้ครบทั้ง 3 ด้าน เพื่อจะได้สมบูรณ์พร้อม แต่ก็อดใจถามไม่ได้ว่า แล้วมุมมองร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มของเขาเป็นอย่างไร

บี้บอกว่า คงต้องยกให้ ธงไชย แมคอินไตย์ ซูเปอร์สตาร์ตัวจริงเสียงจริง ที่ผ่านการแสดงมาแล้วแทบทุกบทบาท ได้เล่นเป็นตัวละครหลากหลาย ขอทาน คนบ้า  พนักงานธนาคาร ตัวประกอบ ร้องเต้น เล่นคอนเสิร์ตหลายครั้ง นับว่าเป็นการใช้ชีวิตคุ้มค่า เต็มที่ เต็มร้อยในวงการบันเทิง

เขายังโหวตให้คนในวงการบันเทิงอีกหลายคน โดยจะเลือกดึงมุมดีๆ มาประยุกต์เข้ากับตัว

“ผมจะเห็นคนเก่งในความคิดตามหน้าจอทีวี ภาพคอนเสิร์ต โดยเลือกดึงด้านหน้าที่การงานของเขามาใช้มากกว่า เช่น สไตล์การโชว์ การพูดจา การเต้น อารมณ์ในการร้อง เพราะโอกาสเข้าไปพูดคุยเพื่อถามว่าต้องทำอย่างไรหรือ มันยากครับ ปกติ ผมเป็นคนขี้เล่น ก็จะทักแซวกันเล่นมากกว่า จะไปบอกว่าปลื้มพี่มากเลยครับ ผมก็อายเป็นนะ”

บี้ ขยันยกตัวอย่างกรณีเพื่อนร่วมค่าย อย่าง อ๊อฟ ปองศักดิ์ รัตนพงษ์ หรืออ๊อฟ เอเอฟ 2 ให้ฟังอีกว่า ด้วยความที่สนิทสนมเป็นเพื่อนกัน เข้าฟิตเนสด้วยกัน เวลาเจอหน้าก็แค่ทักทายไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ แต่พอคล้อยหลัง กลับบ้านไปดูเอ็มวี เพื่อดูอารมณ์การร้องของเขา

ถ้ายังอยากรู้ให้ลึกกว่านั้น ศิลปินน้อง ใหม่ไฟแรงคนนี้ก็จะเดินไปที่แผงหนังสือ เพื่ออ่านบทสัมภาษณ์  แล้วจึงมารู้จักตัวอ๊อฟจริงๆว่าเมื่อก่อนชายหนุ่มเสียงเสน่ห์จากบ้านเอเอ ฟนั้นเคยเดินไม่ได้ แต่ได้กำลังใจ หาเลี้ยงชีพ และสู้ด้วยความฝันมาตลอด

ถึงแม้ความสำเร็จเต็มสูบที่ บี้ เดอะสตาร์ ตั้งไว้จะยังอยู่อีกไกล แต่อีก 90%ที่เหลือ ทำให้เขาต้องเดินต่อไป โดยขอใช้คำพูดบ้านๆที่ว่า ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ผลจากวันนี้ จะมีผลต่อไปให้วันหน้า

ไม่ใช่ว่าเขากำลังทำตัวเป็นพรีเซนเตอร์ประกันชีวิต แต่เพราะเรื่องจริงของความไม่แน่นอน ทำให้ไม่อาจรู้อนาคตข้างหน้าได้

แม้ประกาศออกมาว่า ยังไม่ประสบความสำเร็จเรื่องหน้าที่การงาน แต่นายแมลงปอของครอบครัววิเศษแก้ว ก็สามารถยืดอกเต็มภาคภูมิว่า เขาประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนตัว

เจ้าของรางวัลลูกกตัญญูประจำปี 2552 สามารถจุนเจือครอบครัว เลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่ต้องให้พ่อแม่ส่งเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนเช่นเดิม

บี้เริ่มทำงานตอนอยู่ปี 3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชากลไกอิเล็กทรอนิกส์ (เมคคาทรอนิกส์) พ่อแม่ไม่ต้องส่งเรียนแล้ว รู้สึกเท่อย่าบอกใคร ครั้นพอมีเก็บเงินก้อนได้แบ่งให้ท่าน

“ตอนนี้พวกเราสามารถใช้ชีวิตสุขสบายขึ้น ทำให้พ่อแม่มีความสุขมากขึ้น เมื่อก่อนเราเห็นอาหารน่าทาน ก็อาจจะมองๆ ยิ้มๆ แต่ตอนนี้จะทำอะไรได้ตามใจ ส่วนตัวผมเอง สมัยเด็กก็เหมือนเด็กทั่วไป ชอบทานจั๊งค์ฟู้ด เราจะทำเป็นกำหนดการของครอบครัว เวลากลับไปหาพาพ่อแม่ ได้พาไปเที่ยวอย่างสบายใจ”

นอกจากความสุขแบบครอบครัวแล้ว ยังส่งผลทางอ้อมให้พ่อแม่ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่กังวลกับมรสุมคนทำงาน เช่นจะโดนไล่ออก รีไทร์ จะได้เลื่อนขั้นหรือไม่ เพราะคุณพ่อซึ่งทำงานกรมป่าไม้ ส่วนคุณแม่เป็นครู แต่ละคนประกอบอาชีพเดียวอาจทำให้เครียดกับอนาคต บี้จึงภูมิใจเหลือเกินที่เขามาช่วยลดความเครียด ผ่อนคลายบรรยากาศ “มาคุ” ในบ้าน

ถึงจะได้ความสุขทั้งครอบครัว แต่เขาก็ต้องแลกด้วยการสูญเสียชีวิตส่วนตัวไปบ้าง แต่มันต้องแลกกัน

บี้เล่าว่า ตอนแรกอาศัยความอยากเป็นนักร้องเป็นตัวผลักดัน แต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไร แค่เห็นว่าเป็นนักร้องก็อยากจะเข้ามาสู่อาชีพนี้แล้ว จึงไม่รู้ว่าชีวิตส่วนตัวจะหายไป

เพิ่งมาลิ้มรสความสาหัสสากรรจ์เมื่อต้องทำงาน 6-7 วันต่อสัปดาห์ และได้ตราประทับว่าเป็น “คนของประชาชน” ต่อให้กำลังยกชามก๋วยเตี๋ยวซดแบบลืมหล่อ พอมีแฟนเพลงมาขอถ่ายรูป หนุ่มหน้าทะเล้นก็รีบวางจานเก๊กหล่อแบบลืมตัว

ส่วนชีวิตวัยรุ่นที่หายไป ชายหนุ่มวัย 24 ปีก็รู้สึกเสียดายนิดหน่อย แต่มันเหมือนกับเขาเลือกแล้ว จึงถอยไม่ได้

“เราเป็นคนเลือกเอง และยิ่งได้เข้ามาอยู่ในวงการนี้ การถอยมันเป็นเรื่องยาก หรือถึงแม้จะออกจากวงการแล้ว ก็ยังมีคนจำเราได้ ฉะนั้นทางที่ดีที่สุด คือก้าวต่อไป ไม่มีถอย”

เมื่อเลือกที่จะลุย เขาจึงต้องยอมรับว่าจะเลือกทำงานให้ดีหรือว่าพักผ่อนให้ดีที่สุด บี้ต้องบริหารเวลาให้สมดุลกันทั้งสองด้าน

แม้ตอนนี้อาจทำงานมากหน่อย อย่างไรก็ต้องหาเวลาพักบ้าง  แม้ผู้ใหญ่จะบอกว่า เป็นวัยรุ่นมีพลังก็ทำไปก่อน ค่อยไปพักตอนแก่ แต่เขาก็จะงอแง ต่อรองขอพักผ่อนหาความบันเทิงเช่นเดียวกับวัยรุ่นคนอื่นบ้าง

อีกเหตุผลหนึ่ง เพราะเขามีความคิดแปลกๆ ตอนเห็นอาเสี่ยพุงโตขับรถสปอร์ตหรือรถหรู แล้วก็แวบความคิดว่าทำไมเด็กวัยรุ่นไม่ลองใช้โอกาสนั้นบ้าง ทำไมต้องรอให้สูญเสียชีวิตวัยรุ่นไป แล้วไปเก็บเกี่ยวตอนแก่ ตอนที่ไม่ต้องทำงานแล้ว ให้ลูกหลานมาดูแลธุรกิจหรือสานต่อ “มันสายไป” สำหรับเขา

สำหรับโหมดการทำงานเกือบ 365 วัน บี้-สุกฤษฎิ์ ยึดมั่นความเชื่อที่ว่าเขาไม่ได้เป็นเจ้านายตัวเอง แต่เหมือนเป็นพนักงานบริษัทคนหนึ่ง เพียงแต่มีอาชีพเป็นดารา อย่างไรก็ยังเป็นลูกจ้าง เจ้านายสั่งก็ทำ แต่ก็อาจแตกต่างจากลูกจ้างคนอื่น เพราะลักษณะงานที่ทำเป็นอาชีพอิสระ การทำงานไม่เป็นเวลาแน่นอน บางครั้งถ่ายทำเช้าถึงค่ำ หรือค่ำยันเช้าก็ต้องสู้

“ผมไม่เคยคิดถึงความเหนื่อยยาก จนกระทั่งเข้ามาวงการใหม่ๆ เรียนและทำงานด้วย พรุ่งนี้มีสอบ แต่ตอนนี้เรายังทำงานอยู่เลย แต่เราถอยไม่ได้ ต้องทำอย่างเต็มที่ ตอนแรก เราเห็นฉากหน้าสวยงาม เราก็อยากเข้ามา แต่เบื้องหลังสาหัส ใช้เวลานานหลายเดือนฝึกซ้อมและทุ่มเทกับมัน ก่อนจะร้องเพลง มีอัลบั้ม ต้องใช้เวลา 7-8 เดือน มีคอนเสิร์ต ต้องซ้อมหลายเดือน และละครต้องให้เวลากับมัน 5-6 เดือน”

วิธีรับมือกับภารกิจตะกายดาว เขาเรียกกำลังใจจากพ่อแม่ได้ในบางครั้ง แต่จะไม่เล่าปัญหาให้ฟัง เพราะปัญหาท้อและเหนื่อยจากการทำงานมันจิ๊บจ้อย ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

แรงขับเคลื่อนสุดท้ายที่ผลักดันให้เขาเดินหน้าตะเกียกตะกายคือ ความรักความชอบที่อยากจะทำงาน ร้องเพลง เล่นละคร และผลงานออกมาทำให้เขาหายเหนื่อย ชื่นใจ ทำแล้วมีคนชอบ กระแสตอบรับดี เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

หลักการใช้ชีวิตทำงานให้เป็นสุขนั้น หนุ่มคนนี้บอกว่า ต้องยึดคำว่า โอกาส กับ ความมุ่งมั่น ไว้ในหัวใจ ซึ่งเขาบอกว่ามีอิทธิพลมากและตีคู่สูสีกันมาตลอด

เมื่อได้โอกาสมาแล้ว ก็ต้องมีความฝึกฝน มุ่งมั่น ถ้ามีโอกาสแต่ไม่ฝึกฝนมันก็สูญเปล่า เขาเล่าว่า ในวงการมีคนเกิดขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ ถ้าหยุดก็เหมือนกับการถอยหลัง เพราะมีดาวดวงใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะค่ายเดียวกันหรือต่างค่าย ทุกคนมีการฝึกฝนตลอด และยังต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

“เพราะเราขายคนดูเยอะๆ ถ้าเราทำสิ่งเดิมซ้ำ เขาก็จะเบื่อหน่าย หรือบางคนอาจจะชอบแบบเดิม แต่เราก็เอาใจคนทั้งหมดไม่ได้ ต้องทำเป็นกลางๆ แต่ต้องเป็นสิ่งที่เราชอบด้วย” บี้กล่าว

เขาเล่าบรรยากาศในห้องประชุมให้ฟังว่า ทุกฝ่ายจะเข้ามาโหวตกัน เพื่อเช็คความชอบของคนฟัง บางครั้งทำสองสไตล์ เพื่อให้ผู้บริหาร ทีมงาน หรือคนที่บ้าน เพื่อเก็บข้อมูล แต่ถ้าพัฒนามากเกินไป คนฟังรับไม่ได้ บางครั้งก็ต้องถอยกลับ เพื่อดึงให้คนฟังกลับมาก่อน

บี้ บอกว่า งานทุกชิ้น เขาไม่ใช่ผู้ตัดสินใจเด็ดขาด แต่เป็นหนึ่งเสียงในห้องประชุม หน้าที่ของเขาคือ ต้องพกข้อมูลมาอ้างอิงและมีเหตุมีผล

“เราเป็นแค่ตัวกระจ้อย ล้อมรอบด้วยคนเก่ง ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะมาบอกว่า อยากลอยตัวบนอากาศแบบไม่มีสลิง มันก็ไม่ได้ ต้องพกซีดีมาเลย พกเทปการเต้นมาเลย ถ้าอันไหนที่ผมไม่ชอบ ก็เป็นหนึ่งเสียงสำคัญครับ เพราะผมจะต้องร้องเอง แต่ทีมงานรู้ใจกันมานาน ฉะนั้นงานที่ส่งมา คือสไตล์ที่ผมชอบ และถูกสกรีนมาแล้ว เราก็ระดมสมองปรับแต่งให้ดีขึ้นสมบูรณ์ขึ้น”

ทุกวันนี้ บี้สร้างแผนการชีวิตด้วยการออมเงิน เก็บเงิน ไว้ในอนาคต และจะเปิดร้านเล็กๆ ให้พ่อแม่สร้างรายได้เล็กน้อย ไว้รองรับสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต และจะเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหาร เพราะอยากทำธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ธุรกิจเล็กไปถึงใหญ่ อาจทำงานในวงการควบคู่ธุรกิจ เพราะชื่อเสียงในฐานะศิลปินจะเป็นเครดิตด้านธุรกิจ นำมาใช้ประโยชน์ตรงนี้เป็นทุน

แน่นอนว่า เขายังจะทำงานในวงการไปเรื่อยๆ

“การทำในสิ่งที่เรารัก น้อยคนจะได้ทำ ยิ่งได้ทำสิ่งที่รักให้เป็นงานด้วย เป็นสิ่งที่น่าอิจฉาไม่น้อย”

เขายังน้อมรับโอกาสให้เล่นภาพยนตร์ พิธีกรรายการทีวี หรือ ดีเจ เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ และเป็นคนชอบทำอะไรใหม่ และอยู่ในขอบเขตที่หนุ่มคนนี้ทำได้ เหมือนกับท่อนสุดท้ายของเพลงตะกายดาว

“ยอมทำทุกอย่าง ตะเกียกตะกาย”

จากคอลัมภ์LifeStyleของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓โดยชฎาพร นาวัลย์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: