เพื่อความก้าวหน้า อ่านหนังสือวันละ 9 หน้า

อ่านหนังสือวันละ 9 หน้า

อ่านหนังสือวันละ 9 หน้า

แอบไปเก็บบทความจากเวปนี้ครับ

คุณผู้อ่านเคยได้ยินประโยคนี้ไหมคะ “You are what you read.” “คนเราจะพัฒนาไปตามสิ่งที่เราอ่าน”

ทุกครั้งที่ดิฉันจัดฝึกอบรม จัดสัมมนา ดิฉันจะถามผู้เข้าร่วมสัมมนาเสมอๆ ว่าในแต่ละปีผู้เข้าร่วมสัมมนาอ่านหนังสือที่เพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับ วิชาชีพของตนเองปีละกี่เล่ม เช่นคนที่ทำงานเป็นนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, นักการขาย, นักการตลาด, นักบริหาร, วิศวกร เป็นต้น

คำถามนี้ดิฉันขอถามคุณผู้อ่านด้วยค่ะ คำตอบที่ดิฉันได้จากห้องสัมมนาโดยเฉลี่ยแล้ว ไม่ว่าจะอาชีพใดๆ คนไทยเราหลังจากจบการศึกษาหลักสูตรปกติในมหาวิทยาลัยกันแล้ว เรามักจะแทบไม่ได้อ่าน หรืออ่านน้อยมากๆ เกี่ยวกับหนังสือที่จะเพิ่มพูนความรู้เพิ่มเติมในวิชาชีพของตนเอง เหตุผลส่วนใหญ่ของคนทำงานที่ไม่ได้อ่านหนังสือในวิชาชีพตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะงานหนัก ใช้เวลาในที่ทำงานมากไป กว่าจะเดินทางกลับบ้านก็เหนื่อยแล้ว เลยขอดูโทรทัศน์แทนดีกว่า หรือบางเหตุผลก็บอกว่าหนังสือในวิชาชีพหายาก ไม่ค่อยมีมาก บางทีอ่านแล้วก็เป็นวิชาการ น่าเบื่อ ก็เลยไม่อยากอ่าน แล้วอย่างนี้จะก้าวหน้าในอาชีพได้อย่างไร จริงไหมคะ

หากคุณอยากเติบโตในสายอาชีพ อยากประสบความสำเร็จ เป็น Top ในสายวิชาชีพ ดิฉันบอกได้เลยว่าคุณต้องอ่าน อ่าน อ่าน และก็อ่านค่ะ การอ่านเป็นพื้นฐานแรกเลยที่จะทำให้คุณมีถังความรู้อยู่ในตัวคุณได้มาก มายมหาศาล เมื่อคุณมีถังความรู้ เวลาคุณคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นในที่ประชุมกับเจ้านาย กับเพื่อนร่วมงาน คุณถึงจะได้มีอะไรไปแลกเปลี่ยนกับที่ประชุม หากถังความรู้คุณว่างเปล่า คุณก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปคุยกับเขาจริงไหมคะ

มีพนักงานบางคนมาขอคำปรึกษาจากดิฉัน ว่าจะทำอย่างไรดีกับเจ้านายที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเขา เวลาเสนออะไรไปทีก็จะซักไซ้ ไล่ต้อน เอาซะเขาจนมุม เป็นที่อับอาย เหมือนไม่ให้เกียรติกัน

ดิฉันก็เลยบอกให้พนักงานท่านนั้น ให้มองอีกมุมว่าแทนที่จะไปโทษหัวหน้า บางทีเราอาจต้องมาสำรวจตัวเองใหม่ว่าสิ่งที่เราเสนอไปนั้นอาจไม่โอเคจริงๆ ก็ได้ อันเนื่องมาจากเราไม่ค่อยได้พัฒนาตัวเองกันเลย
การที่หัวหน้ามี มุมมองที่ต่างไปจากเรา เพราะเขาอาจจะอ่านมากกว่า มีประสบการณ์มากกว่า เขาเลยมองอะไรทะลุมากกว่าเรา ก็เป็นได้ ดังนั้นดิฉันจะเชียร์ให้พนักงานที่มาขอคำปรึกษาให้กลับไปอ่าน อ่าน อ่าน และก็อ่าน เป็นพื้นฐานอันดับแรกก่อน เพราะการอ่านเป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิดเข้าไปในตัวคน หากเขาอ่านมากเขาก็ได้มาก ยิ่งอ่านแล้วนำมาพูดต่อ ยิ่งทำให้เขาจดจำสิ่งที่เขาอ่านได้อย่างแม่นยำ พออ่านมากเข้าต่อไปก็จะเริ่มหาความเชื่อมโยงของสิ่งที่ได้อ่านมา สิ่งที่ได้ยินได้ฟังจากคนอื่นในแวดวงวิชาชีพได้รวดเร็วขึ้น

ดิฉันมักจะแนะนำว่าหากไม่อยากล้าหลังในวิชาชีพของตนเอง ให้อ่านหนังสือในวิชาชีพปีละ 20 เล่ม ซึ่งก็ไม่ได้มากมายเลย แค่ตกเดือนละ 1 เล่มครึ่ง เท่านั้นเอง (หนังสือ 1 เล่ม = 200 หน้าขึ้นไปค่ะ) ลองตั้งเป้าหมายดูนะคะ คิดง่ายๆ ก็แค่วันละ 9 หน้าเท่านั้นเองค่ะ หากอยากก้าวหน้าในวิชาชีพ “คนเราจะพัฒนาไปตามสิ่งที่เราอ่าน” คะ หากพัฒนาไปได้ระดับหนึ่งแล้วท่านผู้อ่านจะลองตั้งเป้าหมายใหม่เป็นอ่าน สัปดาห์ละเล่ม ก็จะเป็นการท้าทายตัวเองไม่ใช่น้อย จริงไหมคะ

ดิฉันจะรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กๆ เวลาที่ไปร้านหนังสือ จะเห็นหนังสือติดอันดับขายดี พิมพ์ซ้ำหลายๆครั้ง ส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังสือที่พวกดาราเดินพาเหรดออกแฉ หรือพวกหนังสือบันเทิงต่างๆ จนสังคมไทยจะยึดถือค่านิยมเป็น “บันเทิงนิยม” ไปซะแล้วกระมัง อย่างที่บอกการอ่านเป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิดเข้าไปในตัวคน หากคุณอ่านเรื่องไร้สาระ อ่านขยะ ก็ลองจินตนาการดูนะคะว่าคุณกำลังใส่อะไรเข้าไปในตัวคุณ

นอกจากการอ่านหนังสือในวิชาชีพแล้ว ดิฉันขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านลองฝึกการถ่ายทอดสิ่งที่ท่านผู้อ่านได้อ่านให้ กับบุคคลรอบข้างด้วยค่ะ เพราะหลังจากการอ่านแล้วหากได้นำมาสอน มาถ่ายทอดต่อให้กับคนรอบข้างแล้ว มันจะทำให้สิ่งที่เราได้อ่านมา จะถูกฝังอยู่ในตัวเราได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์คะ เพราะในระหว่างที่เราถ่ายทอด เราจะเชื่อมโยงเนื้อหา ความรู้ เข้ากับประสบการณ์ส่วนตัว ผู้ที่รับการถ่ายทอดก็จะร่วมเล่าประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเข้าไปในเนื้อหาที่ เราถ่ายทอดด้วย

จากการที่เราอ่านแล้วนำมาถ่ายทอดให้กับคนรอบข้าง ก็จะทำให้เราได้พัฒนาชุมชนในที่ทำงานเราให้รู้จักการแบ่งปัน ถ่ายโอนความรู้ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ แทนที่เราคนเดียวจะอ่านหนังสือได้ 20 เล่มต่อปี เราก็จะได้มากถึง 40-100 เล่มต่อปีได้ เพราะมีผู้มาร่วมแบ่งปันสิ่งที่ได้อ่านมาเพิ่มขึ้น มีแต่ได้กับได้ค่ะ มาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ดีๆ ให้ซึ่งกันและกันเถอะคะ

นอกจากการอ่านหนังสือในวิชาชีพแล้ว จะขอแนะนำให้อ่านหนังสือที่พัฒนาตนเองจากภายในด้วย เช่นหนังสือที่ขัดเกลาทางด้านอารมณ์ หนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาสัมพันธภาพกับคนรอบข้างด้วยคะ เดี๋ยวจะกลายเป็นคนเก่ง ที่มีแต่ I.Q. แต่ไม่มี E.Q. ไป การที่เราจะประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นคนที่มีวุฒิภาวะที่ดีทางอารมณ์ด้วย บางคนเก่งมากคะ แต่ชอบใช้ความเก่งของตนเอง ดูถูก ตำหนิติเตียนผู้ที่ด้อยกว่า ถึงคุณจะเก่ง คุณจะประสบความสำเร็จจากการที่คุณเก่ง แต่คุณไม่ได้พัฒนาคุณค่าของความเป็นคน อย่างนี้ก็ไม่สง่างามหรอก จริงไหมคะ

และที่เป็นที่สุดยอดอยากเพิ่มเข้าไปในเรื่องของการอ่าน คือหนังสือที่พัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ เช่นหนังสืออัตชีวประวัติบุคคลสำคัญๆ หนังสือธรรมะ คะ อ่าน อ่าน อ่าน และปฏิบัติตาม ชีวิตนี้ก็จะมีคุณค่า มีความหมาย สมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์คะ

“คนที่ไม่อ่านหนังสือก็ไม่ได้เปรียบไปกว่าคนที่อ่านหนังสือไม่ออก” ท่านผู้อ่านว่าจริงไหมคะ
Mark Twain observed: “The man who does not read good books, has no advantage over the man who cannot read them.”

โดย ดร.เกศรา รักชาติ: Ph.D.Leadership and Human Behavior ผู้มีประสบการณ์ตรงจากการสร้าง Learning Organization วิทยากรและที่ปรึกษาทางด้าน Learning Organization, Leadership, Coaching, Communication & Interpersonal Skills, ทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาองค์กร

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: