วิตามินอีในน้ำมันปาล์ม

วิตามินอี

วิตามินอี

บทความที่ผมนำมาจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันจันทร์ที่ 21 กย.2552 กับคอลัมภ์ “เกษตรยุคใหม่”โดย รศ.ดร.พีรเดช  ทองอำไพ.คราวนี้จะพูดถึงอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ได้จากน้ำมันปาล์ม เป็นการเพิ่มคุณค่าอีกทางหนึ่ง

น้ำมันปาล์มดิบ เป็นแหล่งของแคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่ให้สีเหลือง และเราได้สกัดสารเหล่านี้ออกมาใช้เป็นสีผสมอาหารได้ รวมทั้งสามารถสกัดมาใช้ประโยชน์อื่นได้อีกมากมาย แต่ว่านอกจากแคโรทีนแล้ว น้ำมันปาล์มยังมีสารสำคัญอีกตัวหนึ่ง นั่นคือวิตามินอี ถ้าจะว่าไปแล้วมูลค่าของวิตามินอีที่มีอยู่มากในน้ำมันปาล์มนั้นสูงมากที เดียว เพราะทุกวันนี้เราต้องนำเข้าวิตามินอีจากต่างประเทศโดยมีราคาสูงนับแสนบาท ต่อกิโลกรัม

วิตามินอีกำลังได้รับความสนใจในปัจจุบันเพราะมีคุณสมบัติเด่นหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมากตัวหนึ่ง ดังนั้นจึงสามารถใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพทั้งหลาย นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งจะส่งผลให้ลดอัตราเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ และยังมีรายงานว่าวิตามินอีสามารถยับยั้งมะเร็งและเนื้องอกได้ เพราะฉะนั้นน้ำมันปาล์มจึงมีคุณค่ามากกว่าที่เราคิดหรือเข้าใจกันอยู่

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสนใจเรื่องการเพิ่มมูลค่าของน้ำมันปาล์มมาโดยตลอด คือ ดร.พัชรินทร์ ระวียัน จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งเคยพัฒนากระบวนการสกัดแคโรทีนจากน้ำมันปาล์มดิบสำเร็จมาแล้ว จึงเห็นช่องทางในการสกัดวิตามินอีจากน้ำมันปาล์มอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็สามารถสกัดวิตามินอีจากส่วนเหลือของการกลั่นน้ำมันปาล์ม โดยใช้กระบวนการที่สะดวกและประหยัด ในที่สุดก็ได้วิธีการที่เหมาะสมและนำไปสู่การยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว ขณะนี้รอเพียงแค่การหาเอกชนมาลงทุนเพื่อผลิตออกมาเป็นการค้าต่อไป

วิตามินอีที่สกัดได้นั้นมีความคงตัวที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้นานถึง 120 วันในขวดสีชา โดยความเข้มข้นของวิตามินอีลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับวิธีการสกัดโดยละเอียดคงไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากอยู่ในระหว่าง การขอรับสิทธิบัตร แต่คร่าวๆ คือ ส่วนของน้ำมันปาล์มที่ใช้ในการตั้งต้นของกระบวนการสกัดนั้น เป็นส่วนที่เหลือจากการกลั่นแยกน้ำมันปาล์มสำหรับนำไปใช้ประกอบอาหาร

ส่วน ที่เหลือจากการกลั่นดังกล่าวเป็นส่วนที่เรียกว่าดิสทิลเลท ซึ่งปกติแล้วนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ในกระบวนการสกัดโดยใช้กระบวนการที่นักวิจัยคิดค้นขึ้นมานี้ เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสำหรับประเทศไทย เพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมขนาดกลางได้ เนื่องจากไม่ซับซ้อนเกินไป ต้นทุนและค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก และสารเคมีที่ใช้ก็สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ทำให้ต้นทุนต่ำลง รวมทั้งใช้เทคนิคใหม่ที่นักวิจัยใช้ความรู้ที่มีอยู่นำมาประยุกต์ใช้ ทำให้ได้ผลผลิตคือวิตามินอีออกมาจากการสกัดมากขึ้น เมื่อทดสอบคุณภาพของวิตามินอีที่ได้ โดยเปรียบเทียบกับวิตามินอีสังเคราะห์ ก็พบว่ามีคุณภาพดีและมีความบริสุทธิ์สูง สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอุตสาหกรรมอาหารได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งแม้จะไม่มีปาล์มน้ำมันปลูกอยู่แถวนั้นก็ตาม แต่ด้วยความรู้ที่มีอยู่จึงสามารถประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของเราได้เป็นอย่างดี โดยเป็นการเพิ่มมูลค่าจากของเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม

หากขายเพื่อใช้ในการเลี้ยงสัตว์ก็จะได้ราคาเพียงกิโลกรัมละ 10-15 บาทเท่านั้น แต่เมื่อนำมาสกัดวิตามินอี ก็จะได้มูลค่าสูงขึ้นอย่างมหาศาลครับ

รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

One response to this post.

  1. เป็นประโยชน์มากๆ ขอบคุณคับ

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: