โครงการเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศลาว….กระจายความรวย

โครงการศูนย์พัฒนา และบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว

โครงการศูนย์พัฒนา และบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว

วิจักขณ์ ชิตรัตน์ในข่าวสด ฉบับ 13 มิ.ย.2552 เล่าถึงการออกผลของโครงการความร่วมมือไทย-ลาวตามแนวทางพระราชดำริ ส่งผลให้รายได้ต่อปีจากเดิม 3,000 บาทเพิ่มเป็นปีละ 100,000 บาท ลองเข้าไปอ่านเนื้อความเต็มๆตามนี้ครับ

2-3วัน ก่อน ผมไปเยี่ยมชมโครงการพัฒนาและบริการด้านการเกษตรที่เวียงจันทน์ เพื่อนบ้านของเรา ทำให้คิดว่าน่าจะสื่อความคิดบางอย่างเพื่อสะท้อนมุมมองด้านการกระจายรายได้

เมื่อ ปี 2537 อดีตประธานประเทศลาว กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานความช่วยเหลือ พระองค์ทรงเมตตา มีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการนี้โดยพื้นที่ของโครงการนั้นตั้งอยู่ในที่นา ที่ไม่อาจทำประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า

ช่วงที่โครงการนี้ริเริ่มในปี 2537 พื้นที่พัฒนามีเพียง 325 ไร่ ประกอบด้วย 1,000 ครัวเรือน ประชากรรวม 6,000 คน คนเหล่านี้ทำนาเพียงแค่ 1 ครั้งต่อปี และไม่มีกิจกรรมใดเสริมรายได้ รายได้เฉลี่ยของคนเหล่านี้อยู่ที่ 3,000 บาทต่อปีเท่านั้น

แต่ผ่านไป 15 ปี รายได้ของคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนบาทต่อปี หลังดำเนินชีวิตและการงานแบบเกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ ทำให้ลาวซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นโครงการเชิดหน้าชูตาของลาว

แต่ ที่สำคัญยิ่งคือการแสดงให้เห็นว่า การสร้างรายได้ และกระจายรายได้สู่ส่วนรวมอย่างยั่งยืนนั้นทำได้อย่างไร ซึ่งรัฐบาลน่าจะสานต่อให้เกิดภาวะเช่นนี้ในประเทศ และระดับภูมิภาคให้มากขึ้น เพราะเพื่อนบ้านที่อยู่เย็นเป็นสุขย่อมดีต่อบ้านเกิดเราทั้งสิ้น

ลอง เทียบดูกับเรื่องที่อดีตนักการเมืองผู้มีฐานะคนหนึ่งของไทยลงทุนสร้างสนาม กอล์ฟขนาด 18 หลุม ใช้พื้นที่มากกว่าการพัฒนาข้างต้นของลาวถึง 1 เท่าตัว คือราว 700 ไร่ ทั้งที่การสร้างสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐานนั้นทำได้ในพื้นที่ราว 300 ไร่เท่านั้น

เหตุที่ใช้พื้นที่มากขนาดนั้น นัยว่าต้องการสร้างสนามกอล์ฟสุดยอดเพื่อให้เชิดหน้าชูตาบ้านเมือง รองรับการแข่งขันระดับโลก แต่สนามกอล์ฟแห่งนี้จะเป็นสนามปิด คนที่จะเล่นได้ต้องเป็นสมาชิกที่ร่วมลงขันสร้างสนามกันมาเท่านั้น ซึ่งทุกวันนี้มีสมาชิกแค่ 100 คนเศษเท่านั้น จะมากน้อยกว่านี้ก็คงอีกไม่เท่าใดในวันข้างหน้า

เขตพัฒนาการเกษตร ข้างต้นของลาวนั้นมีประชากร 6,000 กว่าคน สร้างรายได้ 1 แสนบาทต่อปี สร้างสภาพแวดล้อมที่สมดุลแก่สังคม (คนลาว) แต่สนามกอล์ฟที่ว่านี้ใช้พื้นที่มากกว่า 1 เท่าตัว และแทบจะไม่สร้างรายได้ให้แก่สังคมเลย นอกจากคนแบกถุงกอล์ฟ อีกทั้งคนใช้ประโยชน์ (เพื่อความบันเทิงของตนเอง) ก็มีแค่ 100 กว่าคนเท่านั้น รวมทั้งยังต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรจำนวนมากในการบำรุงรักษารายเดือนอีก

เทียบ กันแล้วแทบจะไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมเลย เพราะพื้นที่ เวลา น้ำ ฯลฯ ล้วนเป็นทรัพยากรของประเทศที่มีจำกัด ควรมีการจัดการอย่างเหมาะสมในภาวะที่ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น

พูดอีกทีหนึ่งก็คือ สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างชาวบ้านในลาวกับคนสร้างสนามกอล์ฟ คือทัศนคติที่มีต่อส่วนรวม

ขอ ย้ำว่าผมมีเพียงเจตนาที่จะสะท้อนสองมุมมองของการใช้ทรัพยากรของโลกที่มีอยู่ อย่างจำกัดเท่านั้น ไม่มีเจตนาร้ายเป็นอย่างอื่น เพราะการใช้เงินของตนเองเพื่อความบันเทิงของตนเองไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย แต่วันนี้ชาวโลกจำนวนมากก็เริ่มเชื่อแล้วว่าการบริโภคนิยมแบบสุดโต่งนั้นจะ นำความเสียหายมาสู่สังคมตนเองในท้ายที่สุด

เราสร้างสังคมที่ดีได้ด้วยน้ำมือของเราเอง
ผมเลยตามไปหาชื่อโครงการจนพบว่าชื่อโครงการเต็มๆคือ โครงการพัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว  หลัก ๒๒ ประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็น โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ สปป.ลาว กับประเทศไทย ตามแนวพระราชดำริพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตร รวมถึงการถ่ายทอด เทคโนโลยี อบรมเจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่เข้ามาศึกษาดูงานให้มีความรู้และทักษะด้านเกษตรกรรม ผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีการพัฒนาด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จนประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างการพัฒนาและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถนำ ไปขยายผลปฏิบัติใช้ของเกษตรกร ทั้งในนครเวียง จันทน์และแขวงต่าง ๆ ของ สปป.ลาว เป็นอย่างมาก

โครงการศูนย์พัฒนาและบริการด้านการเกษตรห้วยซอน-ห้วยซั้ว ตั้งอยู่ที่บ้านนายาง เมือง นาทราย ทอง กำแพงนครเวียงจันทน์ หลักกิโล เมตรที่ 22 นับเป็นโครงการพัฒนาแห่งแรกใน สปป.ลาว ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ ปี 2536 ตามที่ ฯพณฯ นายไกรสอน พรมวิหาน อดีตประธานประเทศ สปป.ลาว มีสาส์นกราบบังคมทูลขอพระราช ทานพระกรุณาโครงการในลักษณะเช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนา อัน เนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อครั้งมีโอกาสเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอย สะเก็ด จ.เชียงใหม่มาแล้ว เมื่อปี 2535 เพื่อเป็นแบบอย่างความสำเร็จการพัฒนาต่าง ๆ และเป็น สถานที่ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการ ให้ราษฎรลาวได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง จากนั้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร และ ทรงเปิดอาคารโครงการ

การดำเนินงานของศูนย์บริหารงานเป็นไปในรูปแบบองค์กรบริหารโครงการฯ มีคณะทำงานของสอง ฝ่าย ได้แก่ คณะทำงานฝ่ายไทย ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วย งานราชการจากสถานเอกอัครราชทูตไทย กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง ส่วนคณะทำงานฝ่ายลาว คือ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงกสิกรรมและ ป่าไม้ กำแพงนครเวียงจันทน์เมืองนาทรายทอง โดยหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้จะร่วมกันกำหนด นโยบาย วางแผนและบริหารงานโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการดำเนินงานมีความก้าวหน้ามา โดยตลอด

อ่านคอลัมภ์ในข่าวสดแล้วมันรู้สึกว่า คนลาวเห็นค่าของแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาก่อนคนไทย คนไทยเพิ่งจะเผยแพร่กันจริงๆไม่กี่ปีนี้ ลาวเล่นเอาไปปรับใช้เกือบสิบกว่าปี คนไทยมีของดีแล้วมองข้าม ไม่ค่อยเห็นคุณค่าจริงๆต้องรอกระแสตามนิสัยคนไทย เสียดายโอกาส

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: