แนะค้นหาความถนัดลูกก่อนส่งเรียนให้ถูกทาง

ปัจจุบันพ่อแม่ยุคใหม่ อยากให้ลูกเป็นเด็กเก่งปัญญาเลิศ และชอบส่งลูกไปเรียนพิเศษมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลเสียรุนแรงทางด้านจิตใจเพราะเด็กอาจรับไม่ไหว ทางที่ดีพ่อแม่ต้องค้นหาความถนัดที่แท้จริงของลูก

ตั้งแต่ยังเล็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพให้ถูกทางแล้วค่อยส่งลูกไปเรียนด้านนั้นๆ จะเป็นผลดีต่อเด็กมากกว่า ดร. Haward Gardner แห่งมหาวิทยาลัย Harvard ประเทศสหรัฐอเมริกา เจ้าของทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences) ชี้ให้เห็นว่าสติปัญญาทั้งด้านของมนุษย์นั้นมี ติดตัวมาแต่กำเนิด ประกอบไปด้วย1.ด้านภาษา 2. ด้านตรรกะและ คณิตศาสตร์3. ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว 4. ด้านดนตรี 5. ด้านมิติ สัมพันธ์ 6. ด้านการเข้าใจตนเอง 7. ด้านมนุษย์สัมพันธ์ 8. ด้านความสัมพันธ์ กับธรรมชาติ และ ด้านที่คือ อัตถภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของ ชีวิตอย่างมีความสุข

หลักการส่งเสริมจะไม่เน้นเฉพาะเพียงแค่ด้านที่เด็กถนัดอย่างเดียว แต่จะ ส่งเสริมความเก่งในด้านต่างๆควบคู่ไปด้วย โดยยึดถือหลัก ซ่อมในด้านที่อ่อน และเสริมในสิ่งที่ถนัด เพราะเด็กยุคใหม่ต้องมีความเก่งรอบด้านและความเก่งใน แต่ละด้านก็ไปช่วยเสริมในสิ่งที่เขาถนัดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ดร.นพ.ยุทธนา ภาระนันท์ แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการให้คำปรึกษาและเวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า เด็ก ยุคใหม่ควรจะได้รับการพัฒนาความสามารถแบบรอบด้าน หรือ ความสามารถทางด้าน อื่นๆควบคู่ไปด้วย หากได้รับการส่งเสริมเฉพาะด้านที่ถนัดมากเกินไป จะขาด ส่วนอื่นไป บางคนเป็นเด็กเก่งปัญญาเลิศ แต่พูดคุยกับคนอื่นไม่รู้ เรื่อง อยู่ในสังคมไม่ได้ จึงอยากจะฝากให้คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญ กับตรงนี้ด้วย หากผู้ปกครองสามารถค้นพบว่าลูกมีแววความสามารถด้านไหนควร ส่งเสริมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขวบไปจนถึง 15 ปี เพื่อให้สามารถพัฒนาแวว ความสามารถดังกล่าวให้อยู่ตลอดไปจนถึงระดับอุดมศึกษา แต่ต้องทำควบคู่ไปกับ การพัฒนาด้านอื่นๆไปด้วย โดยยึดหลักซ่อมในด้านที่อ่อน และเสริมในสิ่งที่ ถนัด เพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพต่อไปในอนาคต”  ดร.นพ.ยุทธนากล่าว

บุคคลที่มีความสำคัญในการปลูกฝัง จะเป็นผู้ใกล้ชิดกับ เด็ก เช่น พ่อ แม่ หรือ คุณครู หรือ แม้กระทั่งบุคคลที่เป็นสาธารณะอย่างนัก ร้อง ดารา หรือนักการเมือง โดยผู้ใหญ่ ต้องแสดงตัวเป็นแบบอย่างในการ ปฏิบัติตัวต่อกัน เพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องให้เด็กได้เห็น ผศ.ดร.อุษณีย์อนุรุทธ์วงศ์ ประธานศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็ก มหา วิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศวแนะนำว่าผู้ปกครองสามารถค้นหาแววความสามารถ ได้ที่ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ มศว ที่ใช้ทฤษฎี ปริซึม ออฟ เลิร์นนิ่ง ที่ สร้างและพัฒนาร่วมกันกับศาสตราจารย์จูนเมคเกอร์ เป็นทฤษฎีสำรวจแววอัจฉริยะ เน้นกระบวนการยื่นสิ่งเร้าให้แล้วดูว่าเด็กตอบสนองอย่างไร” จากนั้นจะนำไป วิเคราะห์เพื่อดูว่ามีแววทางด้านไหนจะได้ส่งเสริมให้ถูกทาง ดูผู้ปกครอง ที่ สนใจสอบถามได้ที่โทร.0-2260-2601, 0-2259-6173 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-19.00 น.

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ Dermatoglyhics Multiple Intelligence สแกนลายนิ้วมือจากนั้นจะประมวลผลด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ว่ามีแววความสามารถด้านไหน จากนั้นจะมีนักวิชาการให้คำ แนะนำวิธีการส่งเสริมลูกให้เรียนตรงตามศักยภาพสมองของเด็ก ผู้ปกครองที่สนใจ ดูข้อมูลได้ที่ http://www.mimdmax.biz โทร.02-636-2658-9

หรือจะพาไปบุตรหลานไปวัดความสามารถได้ที่โรงเรียนที่เป็นเครือข่าย ของ ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ มศว เช่นที่ ร.ร.ไผทอุดมศึกษา หรือ มหิดลวิทยานุ สรณ์ หรือ ภายในงานพัฒนาการที่ดีเพื่อลูกรักที่อาคารเฉลิมพระ บารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ซอยศูนย์วิจัย ปลายเดือนกันยายนนี้ วัน ที่ 27-28 ก.ย สนใจสอบถามได้ที่โทร.0-2640-2288

แต่บอกไว้ก่อนว่าการวัดแววความสามารถด้านต่างๆเป็นเพียงคู่มือการ เดินทางไปสู่จุดหมายอย่างตรงเป้าหมายและลงทุนได้ถูกน้อย แต่ไม่ได้หมายความ ว่าจะไม่สามารถส่งลูกเรียนตามที่ผู้ปกครองตั้งเป้าไว้ได้ เพราะแววอัจริยะ ของลูกสร้างได้ด้วยมือของพ่อ แม่ เพียงแต่ว่าทำอย่างไรให้ถูกทาง และคุ้มค่า กับการลงทุนที่สำคัญ ลูกมีความสุข โดยไม่ถูกบังคับว่าทำใจพ่อแม่ มากกว่า สิ่งที่เขาอยากเป็น

หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: