เลือกแบบไหนดี? “หลอดไส้กินไฟ” หรือ”หลอดตะเกียบมีสารพิษ”

กระแสโลกร้อนมาแรง ใครๆ ก็อยากประหยัดพลังงานช่วยโลก หนึ่งในวิธีง่ายๆ และใกล้ตัวเห็นจะเป็นการเปลี่ยนมาใช้ “หลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงาน” แต่ระหว่างหลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์ และหลอดคอมแพกต์ที่ถกเถียงกันมานาน แบบไหนจะน่าใช้ที่สุด ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จะนำมาเปรียบเทียบให้เห็นกันจะจะ…
       
       เทียบรุ่นหลอดไฟ “ดีไม่ทั่ว – ชั่วไม่หมด”
       
       เป็นที่กล่าวกันมากว่า “หลอดไส้” เป็นหลอดไฟจอมวายร้ายที่กินไฟมากแต่แปลงไฟฟ้าเป็นแสงสว่างได้น้อยที่สุด เพียง 10% แต่ไฟฟ้าอีกถึง 90% กลับถูกเปลี่ยนไปเป็นความร้อน พลอยเป็นภาระให้แก่เครื่องทำความเย็นต้องทำงานหนัก แถมยังเสื่อมเร็วกว่าหลอดชนิดอื่นๆ ด้วย
       
       อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน ก็ชี้ว่า ข้อดีของหลอดไส้ก็มีอยู่เช่นกัน โดยใช่จะร้ายไปทั้งหมด เช่น ราคาถูกที่สุด ให้แสงสว่างทันทีเมื่อเปิดใช้งาน ไม่ต้องใช้บัลลาสต์ หรี่แสงได้ มีขนาดเล็กและเบา อีกทั้งยังให้ประกายแสงสวยงาม
       
       ส่วน “หลอดฟลูออเรสเซนต์” ข้อมูลจาก พพ.เผยว่าจะให้ระดับแสงสว่างมากและใช้กำลังไฟน้อยกว่า อายุการใช้งานนานกว่าหลอดไส้ 10-13 เท่า โดยมีอายุการใช้งานตามตั้งแต่ 8,000 – 13,000 ชั่วโมงแล้วแต่ยี่ห้อ แถมยังให้ความร้อนน้อย ไม่เป็นภาระต่อระบบทำความเย็น และให้แสงสว่างแบบกระจายจึงมีแสงบาดตาน้อย
       
       กระนั้น ข้อเสียของฟลูออเรสเซนต์คือ ต้องใช้ร่วมกับบัลลาสต์และสตาร์ตเตอร์ ยกเว้นกรณีใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ต้องใช้สตาร์ตเตอร์ เมื่อหลอดเสื่อมหรือใกล้เสื่อม แสงที่ได้จะไม่สม่ำเสมอและกะพริบ ยิ่งไปกว่านั้นมีราคาแพงกว่าหลอดไส้ประมาณ 3 – 5 เท่า


       
       ขณะที่หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ได้พัฒนามาอีกขั้น คือ “หลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์” หรือ “หลอดตะเกียบ” กำลังเป็นที่กล่าวถึงมากในภาวะโลกร้อน แถมช่วงนี้ผู้ผลิตยี่ห้อต่างๆ ยังอยู่ในช่วงลดราคาช่วงชิงตลาด บางยี่ห้อลดราคาตั้งแต่ 30% ถึงมากกว่า 55% จากราคาข้างกล่องเพื่อจูงใจผู้บริโภค โดยพบว่าหลอดชนิดนี้มีข้อดีและข้อเสียไม่ต่างกับหลอดฟลูออเรสเซนต์มากนัก เช่น มีอายุการใช้งานนานอย่างน้อย 8,000 ชั่วโมง มากกว่าหลอดไส้ 8-10 เท่า
       
       แต่จุดเด่นที่สุดที่ทำให้หลอดคอมแพกต์ชนะใจผู้คนยุคมิลเลนเนียมคือ สามารถประหยัดไฟฟ้าได้มากกว่าหลอดไส้ประเภทอื่นๆ ถึง 75-80% เทียบกันแล้วหลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์ประหยัดพลังงานกว่าหลอดไส้ถึง 4 เท่า ปีหนึ่งๆ จึงช่วยประหยัดค่าไฟต่อดวงได้นับร้อยบาท
       
       สำหรับหลอดไฟชนิดนี้มี 2 ชนิดคือ ชนิดขั้วเสียบใช้ต่อกับบัลลาสต์ภายนอก และชนิดขั้วเกลียวใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ยังมีจุดอ่อนแก้ไม่ตกคือมีราคาแพงมาก คือแพงกว่าหลอดไส้ถึง 10 เท่าขึ้นไป


       
       นายกิตติ สุขุตมตันติ ประชาสัมพันธ์สมาคมไฟฟ้าแสงสว่างแห่งประเทศไทย และรองเลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้ว่า จุดอ่อนที่ยังแก้ไม่ตกอีกข้อของหลอดคอมแพกต์คือ หลอดคอมแพกต์ชนิดขั้วเกลียวใช้บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์จะมีอายุสั้น เมื่อหมดอายุจะเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสารโลหะหนักเป็นพิษ ไม่สามารถรีไซเคิลได้
       
       “หากทิ้งฝังกลบจะใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า 500 ปี จึงมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่แพงกว่าต้นทุนค่าใช้งานมาก และถือเป็นปัญหาที่ไม่ได้ช่วยลดโลกร้อนจริงหากพิจารณาตลอดทั้งวงจรชีวิตสินค้า
       
       ไทยใช้หลอดคอมแพกต์เพิ่มขึ้นทุกปี
       

       ขณะที่สถานการณ์การใช้หลอดไฟชนิดต่างๆ ในประเทศไทย เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อสอบถามถึงยอดการซื้อ-ขาย หรือจำนวนหลอดไฟที่ถูกใช้งานทั่วประเทศไปยังหน่วยงานด้านพลังงาน อาทิ พพ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สมาคมไฟฟ้าแสงสว่างแห่งประเทศไทย หรือแม้แต่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กลับไม่มีการเก็บข้อมูลไว้อย่างชัดเจน
       
       อีกทั้งเมื่อสอบถามยอดการจำหน่ายไปยังบรรดาบริษัทผู้ผลิตหลอดไฟรายใหญ่ก็ได้รับการตอบกลับว่าไม่อาจเปิดเผยข้อมูลใดๆ ซึ่งทาง บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยข้อมูลสั้นๆ ว่า ทางบริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพียงแห่งเดียวมียอดขายหลอดตะเกียบในปี 2550 เทียบกับปี 2548 เพิ่มขึ้นถึง 50% และมีข้อมูลบางส่วนที่พอทำให้เห็นสถานการณ์หลอดไฟส่องสว่างได้บ้างโดยพบว่าการใช้งานหลอดคอมแพกต์ของคนไทยเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
       

       นายกิตติ อธิบายว่า ในช่วงก่อนปี 2549 การใช้หลอดไฟยังแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.หลอดฟลูออเรสเซนต์ 2.หลอดไส้ 3.หลอดคอมแพกต์ ในอัตราส่วนที่พอ ๆ กัน แต่หลังจากปี 2550 แล้ว อัตราการใช้หลอดไฟของคนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง คือมูลค่าตลาดหลอดไส้ได้ลดลง 30-40 % กลับกันกับมูลค่าตลาดหลอดคอมแพกต์ที่เพิ่มขึ้น 30 % และราคาขายเฉลี่ยของหลอดคอมแพกต์ก็ลดลงจาก 150 บาทเหลือ 55-80 บาท
       
       “ปริมาณยอดขายหลอดไฟ คิดเป็นโครงการก่อสร้างใหม่ประมาณ 30 % และการเปลี่ยนทดแทนหลอดเก่าเดิมที่ใช้อยู่ประมาณ 70 % โดยมีมูลค่าตลาดหลอดไฟในปี 2551 ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตของตลาดสูงประมาณ 20-25 % สูงกว่าจีดีพีเพราะมีตลาดส่งออก ตลาดการเปลี่ยนของเดิมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ตลาดหลอดไดโอดเปล่งแสง (แอลอีดี) และตลาดหลอดผอมเบอร์ห้า (ที 5) ที่เป็นตัวผลักดันตลาด”
       
       และแม้ว่าภาครัฐจะพยายามรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้หลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ โดยหมายจะเป็นการลดใช้พลังงานสอดรับกับความกริ่งเกรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่คนวงในวงการก็ยอมรับว่า ประเทศไทยยังไม่มีโรงงานผลิตหลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์เต็มศักยภาพเลย ที่เคยมีอยู่หลายโรงก็ต้องปิดกิจการไปก่อนหน้า เพราะปริมาณการผลิตน้อยกว่าการผลิตในประเทศจีนมาก การนำเข้ามาประกอบจึงถูกกว่า
       
       ปัจจุบัน ประเทศไทยจึงมีเพียงโรงงานที่มีศักยภาพผลิตหลอดไส้และหลอดฟลูออเรสเซนต์ทั่วๆ ไปเท่านั้น การเปลี่ยนมาใช้หลอดคอมแพกต์ทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็วจึงอาจทำให้ประเทศเสียดุลการค้าเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล
       
       “สารปรอท – คลื่นแสงก่อโรค” ในฟลูออเรสเซนต์
       
       ไม่เพียงเท่านั้น นอกเหนือจากการเปรียบเทียบด้านประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานแล้ว ยังมีคนอีกจำนวนมากที่มองหลอดไฟเหล่านี้ในมุมสิ่งแวดล้อมด้วย โดยมองว่าสารปรอทจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ทุกรุ่นที่แตกหัก หรือขยะหลอดฟลูออเรสเซนต์จะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตมาก
       
       เรื่องดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (อีพีเอ) ต้องออกประกาศเพื่อแนะวิธีจัดการกับซากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่แตกหักให้แก่ประชาชน แต่ก็ยังเป็นที่กล่าวถึงน้อยมากในเรื่องเดียวกันนี้ของบ้านเรา
       
       “ของไทยกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกับโรงงานผู้ผลิตทำการรณรงค์รีไซเคิลหลอดไฟ รับหลอดไฟที่ใช้แล้วมารีไซเคิล แต่เป็นระยะเริ่มโครงการควรขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงควรจะมีการออกระเบียบจัดซื้อจัดจ้างให้ภาครัฐเป็นผู้นำที่ดีในการห้ามทิ้งหลอดเก่าและต้องเก็บหลอดเก่าส่งคืนกลับเพื่อรีไซเคิล” รองเลขาธิการ กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเสนอ
       
       ในอีกด้านหนึ่งที่ประเทศอังกฤษ สำนักข่าวบีบีซีนิวส์รายงานว่า นโยบายการเปลี่ยนหลอดไส้มาเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ภายในปี 2554 เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนกำลังถูกต่อต้านจากองค์กรด้านสุขภาพ เพราะสำหรับผู้มีผิวหนังไวต่อแสงแล้ว แสงที่มีความยาวคลื่นใกล้เคียงกับแสงแดดจากหลอดฟลูออเรสเซนต์มีส่วนทำให้เกิดผื่นหรืออาการลมพิษกำเริบรุนแรงได้
       
       ผู้ป่วยกลุ่มนี้เช่น ผู้ป่วยโรคลูปัส ซึ่งผิวหนังมีแผลและเป็นหนอง, โรคเอ็กซ์พี ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดความบกพร่องของการซ่อมแซมผิวหนังที่ถูกทำลายด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต และโรคพอร์ฟีเรีย ซึ่งมีอาการแพ้แสงแดด ผิวหนังไหม้ เป็นแผล และเกิดตุ่มแดง
       
       ฝ่ายเรียกร้องชี้แจงว่า แสงจากหลอดไส้เท่านั้นที่ไม่ทำให้คนกลุ่มนี้เกิดอาการแพ้ ดังนั้นการสั่งห้ามจำหน่ายและใช้หลอดไส้จึงเป็นการปล่อยให้คนกลุ่มนี้ประมาณ 1 แสนคนในอังกฤษต้องตกอยู่ในความมืดยามค่ำคืน
       
       แต่ก็ทันควันเช่นกัน เสียงคัดค้านจากอีกกลุ่มหนึ่งชี้ว่า ประเด็นนี้มีข้อมูลบางส่วนไม่ถูกต้อง และยังเป็นแค่รายงานวิจัยเดียวที่ต้องหาข้อมูลเพิ่ม เนื่องจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ให้แสงบางสี แต่หลอดไส้ให้แสงครบทุกสี ดังนั้นการบอกว่าหลอดไส้ปลอดภัยกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์จึงผิด และมีผู้ยื่นความคิดเห็นนี้ไปยังการวิจัยแล้ว
       
       “แอลอีดี” ความหวังใหม่ -หลอดไฟแห่งอนาคต
       
       

นักวิจัยจำนวนมากจึงฝันถึงหลอดไฟส่องสว่างในอนาคตบ้างแล้ว โดยวารสารไซน์ทิฟิคอเมริกัน (Scientific American) ฉบับเดือนมีนาคม 2551 ได้เสนอบทความเปรียบเทียบหลอดฟลูออเรสเซนต์และหลอดไดโอดเปล่งแสงว่า หลอดชนิดหลังจะเป็นหลอดไฟส่องสว่างยุคใหม่ ไม่ต้องใช้สารปรอท ไม่ต้องใช้ร่วมกับบัลลาสต์และสตาร์ตเตอร์ ไม่เกิดความร้อนจากการใช้งาน คงทนอายุการใช้งานนานมาก ที่สำคัญยังกินไฟน้อย
       

       กระนั้น นายกิตติ กล่าวว่า ก็คงต้องรอคอยการวิจัยพัฒนาอีกระยะหนึ่งกว่าหลอดไฟนี้จะปรากฏตัวบนชั้นสินค้า ที่สำคัญนักวิจัยจะต้องแก้พัฒนาให้ระดับแสงสว่างคงตัวมากกว่านี้ เพราะปัจจุบันหลอดแอลอีดีจะให้แสงสว่างดีเฉพาะช่วงแรกๆ เท่านั้น และจะค่อยๆ สว่างลดลงเมื่อใช้เป็นเวลานาน การพัฒนาให้หลอดแอลอีดีเป็นความหวังของมนุษย์ได้จริงๆ จึงไม่อาจหลีกพ้นข้อจำกัดนี้ไปได้เลย
       
       ชั่งใจ “ประหยัดสตางค์กับหลอดไส้ หรือจะประหยัดไฟกับหลอดคอมแพกต์”
       
       สุดท้ายนี้ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จึงสรุปคร่าวๆ ให้แก่ผู้ที่กำลังมองหาหลอดไฟที่เหมาะสมกับความต้องการได้ว่า หากต้องการเลือกใช้หลอดไฟที่มีราคาถูกที่สุดแล้ว คงหนีไม่พ้นหลอดไส้อย่างแน่นอน รองลงมาจึงเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ และทิ้งห่างในเรื่องนี้กับหลอดคอมแพกต์ฟลูออเรสเซนต์
       
       ในทางกลับกัน เมื่อเทียบประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าแล้ว หลอดคอมแพกต์กลับทิ้งห่างหลอดไส้และหลอดฟลูออเรสเซนต์มาก อย่างเทียบไม่ติด เพราะประหยัดไฟได้ถึง 3 เท่าและมีอายุการใช้งานได้นานใกล้เคียงกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ทั่วไปซึ่งหลอดไส้ไม่อาจเทียบได้ ส่วนเรื่องความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม หลอดไฟตระกูลฟลูออเรสเซนต์ยังคงแก้ไม่ตก ทั้งแบบธรรมดาและแบบคอมแพกต์และเป็นรองหลอดไส้อยู่หลายขุม
       
       แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าหลอดไฟส่องสว่างทั้งหลายเหล่านี้ ต่างมีข้อดี-ข้อจำกัดแตกต่างกัน คงถึงคราวของผู้บริโภคเอง รวมถึงผู้มีส่วนสำคัญในการออกแบบอาคารบ้านพักตามโครงการบ้านจัดสรรซึ่งจะต้องชั่งใจเลือกหลอดไฟในบ้านว่า หลอดไฟชนิดใดจะเหมาะสมกับกระเป๋าสตางค์ ประโยชน์ใช้สอย และสิ่งแวดล้อมโลกมากที่สุด.

นำมาจากบทความในผู้จัดการออนไลน์….บทความต้นข่าว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: