Bakery&I…(3)….Dream Chaser

 

หลังจากเบเกอร์รี่ผนวกกับโซนี่แล้ว ก็คล้ายๆกับการขายค่ายออกให้กับผู้บริหารใหม่…การเดินทางใหม่ของคุณสุกี้กับคุณบอยได้เริ่มกับไอเดียสหกรณ์ดนตรี โดยเริ่มค่ายเลิฟอิส หลังเดินออกจากเบเกอร์รี่ไปได้สองปี แต่หลังจากเริ่มงานกับค่ายใหม่ได้แค่ 6 เดือน คุณสุกี้ก็เริ่มได้ยินความรู้สึกภายในว่า ไม่ใช่แล้ว ถึงเวลาที่จะต้องไปอีกที่หนึ่งแล้ว เริ่มอิ่มตัวกับเพลง ไม่อยากทำเพลง มันไม่สนุกและมันซ้ำตัวเองทำเหมือนกับต้องการอย่างอื่นแต่ก็ไม่รู้ว่าต้องการอะไร เวลา 6 เดือนผ่านไปพร้อมกับค้นหาอย่างมาก แต่ก็ไม่เจออะไร จนคุณสุกี้ตัดสินใจไม่ค้นแล้ว อะไรจะมาก็ให้มันมา….การค้นหาการเดินทางบทใหม่กำลังจะเข้ามาสู่ชีวิตของคุณสุกี้

การที่คุณสุกี้หันหลังให้กับดนตรีที่ตัวเองคลุกคลีมาตั้งแต่เริ่มหัดเล่นกีต้าร์จนบุกเบิกค่ายอินดี้ที่เป็นตำนานของเมืองไทย(เรียกได้ว่าคลุกคลีกับดนตรีมาค่อนชีวิต) เป็นแรงบันดาลใจให้ค่ายอินดี้ต่างๆกล้าออกมาโลดแล่นในวงการค่ายดนตรี หลายคำถามที่ถามคุณสุกี้ว่า เพราะว่าเบื่อธุรกิจดนตรี หรือเพราะว่าอะไร

คุณสุกี้บอกเลยว่า” มีสองอย่างนะ ธุรกิจดนตรี กับ ดนตรีที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเลยนะ แต่ตอนนี้ผมเบื่อทั้งสองอย่างเลย ส่วนของธุรกิจดนตรีผมเข้าใจว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมผ่านตรงนั้นมาแล้ว ผมเชื่อว่าต่อให้ผมทำอีก ก็คงสู้เบเกอรี่ไม่ได้ ผมจึงอยากหาอะไรใหม่ๆ ทำ แต่ตัวดนตรีเพียวๆ เองนี่ ผมมีกีตาร์ 50 ตัว ไม่ได้แตะมันเลย ผมก็มาวิเคราะห์ตัวเองนะ ว่าเพราะอะไร ธุรกิจเบื่อนี่เข้าใจ แต่เบื่อดนตรีนี่เท่าที่ผมคิดคำตอบออกตอนนี้ แต่ไม่รู้ว่าตรงแค่ไหนนะ ก็คือ ผมไปเจอ passion ใหม่ละ ตอนนี้ผมบ้ากับมอเตอร์ไซค์ ใจมันไปอยู่ตรงนั้นแทน และผมเป็นคนจำเป็นต้องมี passion น่ะ ทำอะไรแบบไม่มี passion ไม่ได้ ตอนนั้นบ้ากีตาร์ ตอนนี้บ้ามอเตอร์ไซค์ แต่ถามว่าดนตรีมันจะหายไปตลอดไหม I don’t know. เพียงแต่ตอนนี้ไม่แล้ว

แต่ผมก็พบว่ามันเป็นเรื่องดีสำหรับผม ในแง่ relationship ระหว่างผมกับดนตรี ในฐานะนักฟังดีมาก เพราะสมัยก่อนเวลาฟังเพลง ผมจะวิเคราะห์มันตลอดเลย คิดว่าถ้าเราทำเองมันจะเป็นยังไงนะ แต่ตอนนี้ผมฟังแบบไม่มี agenda แล้ว ฟังอะไรก็ได้ที่เราอยากฟัง ใส่ ipod ขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับไปต่างจังหวัด สบาย”

ผมเชื่ออย่างมากว่าในโลกต้องมี passion สำคัญมากสำหรับผม ผมเชื่อว่าคุณไม่มีตรงนี้ไม่ได้ มันจะทำให้ชีวิตคุณแห้ง ถ้ามองว่างานเป็นแค่การงาน ก็แค่ได้เงินเดือน แต่ถ้างานเป็น passion ของคุณ อะไรที่ทำให้คุณตื่นมาแล้วรู้สึกว่าอยากจะไปทำงาน ผมมองเป็นเรื่องต้องมีในชีวิตนี้ จะเป็นอะไรก็ได้ จะเป็นมอเตอร์ไซค์ อาหาร ดนตรี สะสมของ ผมกล้าพูดว่าถ้าคุณไม่มีตรงนี้ ชีวิตคุณขาดอะไรอยู่

ทำไมคุณสุกี้ถึงได้มาขี่มอเตอร์ไซด์อีกหลังจากไม่เคยขี่เลยมาตั้ง 20 ปี

“ผมเป็นคนชอบอยู่กับอดีตและอนาคต คิดว่าเคยทำอะไรมาและต่อไปจะทำอะไรดี แต่ตอนขับมอเตอร์ไซค์นี่ มันบังคับให้คุณอยู่กับปัจจุบัน เพราะจะปล่อยสมองลอยไม่ได้ ตายแน่ สำหรับผมมันคือการ meditation”

การเดินทางมันเป็นแค่เครื่องมือ สำหรับผมมันเป็นการบำบัดจิตใจอย่างหนึ่งบางคนไปวิปัสสนา แต่ของผมมันคือการขี่มอเตอร์ไซค์

หลังจากทำรายการDream Chaserเสร็จแล้วคุณสุกี้ก็ได้เผยการใช้ชีวิตหลังจากนี้ต่ออีก

ผมเป็นคนแบบที่ชีวิตต้องมีเป้าหมายให้ไล่ล่าไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้ซึ่งตอนนี้ผมเริ่มคิดได้แล้ว ผมมาจากครอบครัวธุรกิจ และก็เริ่มเชื่อว่าผมคงกลับไปทำธุรกิจครอบครัวอยู่ดี ผมหนีมา 10 กว่าปีแล้วและมันจะถึงเวลาที่ต้องกลับไป แต่ปีก่อนเราไม่รู้ตัวเลยนะว่าลึกๆ เรารู้สึกแบบนี้”

“เหตุผลหนึ่งก็คือเราไม่ได้มีความสุขกับการอยู่ตรงนี้แล้ว มันเป็นตั้งแต่ช่วงนั้นที่เบเกอรี่มีปัญหา หลายอย่างเกี่ยวกับหลายเรื่อง ตอนนั้นเราขายฝรั่งไปหมดแล้ว สิ่งที่เราทำไม่ใช่ของเราแล้ว แล้วเราก็มานึกว่าเรามีธุรกิจครอบครัวที่ใหญ่กว่าตรงนั้นมาก เราจะมาทำงานหนักให้ฝรั่งรวยไปทำไม ทำไมไม่ทำให้ครอบครัวตัวเอง ผมเพิ่งคิดออกเร็วๆ นี้เอง ปีก่อนผมคิดไม่ออกเลย แค่ความรู้สึกมันไม่ใช่ แต่สมองไม่รู้ว่าทำไม”

คิดผิดมา 15 ปีหรือเปล่าวะ วงการไม่ไปไหน เงินก็อยู่ตรงนั้นล่ะ ผมไปกดดันตัวเองว่าจะต้องทำอะไรทำไม?? ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ผมเปลี่ยนแนวคิดแบบเลยเปลี่ยนจากแก่นเลยโละทิ้งหมด ถ้าจะแก้ปัญหาชีวิตมันต้องแบบนี้ ถ้าทำอย่างอื่นเดี๋ยวมันก็กลับมาอีกต้องแก้ที่ต้นตอเลยซึ่งก็คือตัวเรา ไม่งั้นมันก็เหมือนกินเหล้าน่ะปัญหาหายไป 8 ชั่วโมงแต่ตื่นเช้ามาก็มาเจอกับมันอยู่ดี ถ้าจะแก้ต้องยอมเจ็บนะ ต้องขุดลงไปลึกเลยเหมือนถอนฟันกว่าจะเจออะไรที่เป็นปัญหา ที่ทำให้ไม่สงบแก้ตรงนั้น

คุณสุกี้เล่าเรื่องเพื่อนฝรั่งให้ฟังว่า

ผมมีเพื่อนเป็นฝรั่ง มันเป็นเศรษฐีมา 3 รอบ มันบอกผมว่าสุ กูเป็นเศรษฐีมา 3 ที กูเจ๊งมา 3 ที ตอนที่มีเงินเยอะกูก็ไม่ได้มีความสุขมากกว่าตอนที่จนมันมีความสุขเท่ากัน คิดว่ามีเงินแล้วมีความสุขมันไม่ใช่ เหมือนผมนะสมัยเด็กอยากเป็นร็อคสตาร์ แต่ว่าพอถึงเวลานั้นเป็นพรูแล้วความรู้สึกมันไม่ใช่น่ะ วันหนึ่งผมไปเล่นคอนเสิร์ตคนดูเป็นหมื่น อยู่ๆ เกิดคิดว่ากูมาทำอะไรตรงนี้วะ กลับไปดูมวยปล้ำกับลูกอยากไปดูอันเดอร์เทคเกอร์ ไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: