…Flywheelนั้นภาษาไทยจะหมายถึงมู่เล่ หรือลูกรอกซึ่งเป็นแผ่นกลมคล้ายล้อ บางทีก็เรียกว่า ล้อตุนกำลังหรือเกียร์ จะเรียกว่าล้อทดรอบก็ได้ ตามความหมายที่มีการนำมาใช้ ก็เพื่อจะอธิบายว่าในตอนแรกที่เราหมุนดุมล้อซึ่งอยู่กับที่ ต้องออกแรงมากเพื่อเอาชนะความเฉื่อยก่อน แต่พอออกแรงจนดุมล้อหมุนไปได้แล้ว เราใช้เพียงแรงเล็กน้อยก็ทำให้ดุมล้อหมุนไปได้นานกว่าเดิม…เจ้าของตัวจริงที่นำคำศัพท์นี้มาใช้คือ Jim Collinเป็นนักวิจัยที่เขียนหนังสือเรื่อง”Built toLast”เป็นหนังสือที่แกะรอยไปดูว่าบริษัทใหญ่ๆในอเมริกานั้นที่ยังคงกระพันอยู่รอดมาได้อย่างดีและยิ่งใหญ่ขึ้นในรอบ 100 ปีมีปัจจัยอะไรบ้าง.Collinใช้คำศัพท์คำนี้เพื่ออธิบายถึงความยากลำบากในตอนแรกที่ต้องเข็นบริษัทที่ใหญ่โตต้องออกแรงมากก่อนแล้วถึงจะสบายในทีหลัง
…แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ การประยุกต์ใช้คือ ตอนที่เราต้องการจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในชีวิตนั้น ก็เหมือนกับการเคลื่อนตัวออกจากจุดเดิมไปสู่จุดใหม่ซึ่งตอนแรกสุดก็ต้องออกแรงมากหน่อย เพื่อเอาชนะความเฉื่อย ไม่ว่าจะเป็นความเคยชินกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ หรือความรู้สึกสบายที่อยู่ในจุดเดิม(Comfort Zone).แต่หลังจากหมุนดุมล้ออย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องแล้ว พอล้อหมุนไปเราก็ออกแรงน้อยลง ก็เหมือนกันเมื่อเราทำอะไรหรือสร้างนิสัยจนติดตัวเอง ต่อไปเราก็ทำไปโดยไม่ออกใช้แรงมาก…
…ในการหมุนดุมล้อแห่งชีวิตให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เราต้องเหนื่อยออกแรงมากในช่วงแรกและจะหยุดหมุนไม่ได้ เพราะหยุดเมื่อไหร่แรงและเวลาที่ใช้หมุนไปในตอนแรกจะสูญเปล่า ดุมล้อจะช้าลง นั่นหมายถึงต้องเพิ่มแรงหมุนใหม่ หลังจากหมุนดุมล้อจนเกิดแรงส่งแล้ว เราถึงจะค่อยผ่อนแรงส่งได้
Archive for June 20th, 2008
20 Jun
Flywheel Effect….เอาชนะแรงเฉื่อย
20 Jun
Butterfly Effect…ปีกผีเสื้อขยับโลก
Butterfly Effect…ปีกผีเสื้อขยับโลก
…. Butterfly Effectเป็นคำศัพท์ที่ Edward LorenzนักอุตุนิยมวิทยาจากMITใช้อธิบาย ปรากฎการณ์ที่ความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยของค่าเริ่มต้น(ค่าทศนิยมในตำแหน่งที่4)ก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน(สมการและวิธีคำนวณเดียวกัน)โดย Lorenzพบว่าด้วยตัวเลขชุดเดียวกันเมื่อใช้ทำนายลักษณะอากาศในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้ากลับได้ผลที่แตกต่างกันแบบคนละขั้ว ทั้งๆที่ตัวเลขชุดนี้และสมการนี้ทำนายลักษณะอากาศในวันนั้นๆได้ดี
…ในบทความของ Lorenzที่ตีพิมพ์ในปี 1963(พบEffectนี้ในปี 1960) Lorenzได้เขียนไว้ว่า”ถ้าทฤษฏีของเขาถูกต้อง การขยับปีกของนกนางนวลเพียงหนึ่งครั้ง ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนลักษณะอากาศได้อย่างไม่หวลกลับ”
….ในงานการประชุมของนักวิทยาศาสตร์อเมริกา ปี1972 Lorenzได้เปลี่ยนมาใช้ปีกผีเสื้อแทนโดยได้เปรียบว่า”การขยับปีกผีเสื้อในเดือนมีนาคมที่เมืองปักกิ่ง จะเปลี่ยนแบบแผนของพายุเฮอร์ริเคนในทะเลแอตแลนติคไปอย่างสิ้นเชิง”และเปรียบไปอีกว่า”การขยับปีกผีเสื้อที่ประเทศบราซิล จะก่อให้เกิดพายุเทอร์นาโดที่เมืองเท็กซัสได้??”
…ลองอ่านตอนสองต่อ แล้วจะรู้ว่าเอาไปใช้ต่ออย่างไรได้บ้าง
…สิ่งที่ต้องการบอกคือ ทุกสิ่งที่เราได้เริ่มทำในวันนี้ แม้ว่าจะยังไม่เห็นผลชัดเจน แต่เมื่อทอดเวลาให้ผ่านไปย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอและอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงในขนาดที่เราคาดไม่ถึง.
…ทุกสิ่งย่อมมีสองด้าน ด้านที่ดี เมื่อเราเริ่มต้นจากเหตุที่ดี แม้เพียงเล็กน้อย แต่เวลาที่ผ่านไปกับระบบที่ดำเนินไป ย่อมทับทวีคูณเหตุนั้นให้นำมาซึ่งผลที่ดี
…ส่วนในด้านที่ไม่ดี เหตุไม่ดีที่เราละเลยปล่อยปละไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเหตุไม่ดีนั้น ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายแก่ชีวิตเราอย่างมหาศาล
…บุคคลที่ปรารถนาให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข บรรลุถึงความสำเร็จ ย่อมต้องหว่านเมล็ดพันธุ์พืชอันมีประโยชน์ เฝ้าทนุบำรุง รดน้ำ พรวนดิน เติมปุ๋ย แล้วรอเวลาให้เมล็ดพันธุ์นั้นได้เติบโตขยายผล อีกทั้งยังต้องเฝ้าถอนทำลายวัชพืชในแปลงดินที่คอยแย่งอาหาร ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกต้องแคระแกน ดังนั้นทุกสิ่งที่เราได้ทำแม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ขยันทำทุกวัน ในวันหนึ่งย่อมส่งผลให้เราได้เห็น